
ไม่ว่าจะเป็นมังสวิรัติประเภทเคร่งที่เรียกว่าวีแกน (vegan) หรือประเภทละเว้นเพียงเนื้อสัตว์แต่รับประทานไข่และนม (lacto-ovo-vegetarian) ก็สามารถบรรลุเป้าหมายในการควบคุมโรคเบาหวานได้ถ้ามีการวางแผนการรับประทานที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ชาวมังสวิรัติจะมีปัญหาระดับไขมันในเลือด โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตน้อยกว่าชาวอมังสวิรัติ การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นการลดไขมันประเภทอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลไปในตัว ขณะเดียวกันก็ได้ประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระ (วิตามินซีและสารแคโรทีนอยด์) ส่วนพฤกษาเคมี (phytochemical) เช่น ไลโคพีน (lycopene) และไอโซฟลาโวน (isofavone) นอกจากนี้ยังได้โพแทสเซียมและเส้นใยอาหาร ชาวมังสวิรัติที่เป็นเบาหวานจึงได้ประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
อาหารมังสวิรัติมีปริมาณเส้นใยอาหารมากกว่าอาหารอมังสวิรัติ (หมายถึงอาหารทั่วไปที่มีเนื้อสัตว์ปน) 2-3 เท่า และอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้นนี้ยังช่วยลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้จากอาหาร ทำให้ชาวมังสวิรัติควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าชาวอมังสวิรัติ และอาจช่วยลดปริมาณอินซูลินที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องใช้ ชาวมังสวิรัติส่วนใหญ่จึงมีดรรชนีมวลกายต่ำกว่าชาวอมังสวิรัติ
อาหารมังสวิรัติมีส่วนประกอบของธัญพืชที่ไม่ได้ขัดสีสูงจึงมีธาตุโครเมียมสูง ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของอินซูลินให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
อาหารมังสวิรัติมีโปรตีนต่ำกว่าอาหารอมังสวิรัติจึงเป็นการช่วยลดโรคแทรกซ้อนจากโรคไต นอกจากนี้ โปรตีนจากพืชยังช่วยลดโปรตีนในปัสสาวะ (proteinuria) ลดอัตราการกรองปัสสาวะของไต (glomerular fltration rate) จึงเป็นการลดอันตรายที่จะเกิดจากไตในผู้ป่วยเบาหวาน
ปัจจุบันการวางแผนอาการสำหรับผู้ป่วยเบาหวานจะต้องให้สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่และความต้องการของร่างกายในแต่ละบุคคล ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นชาวมังสวิรัติจึงควรปรึกษานักโภชนาการเพื่อให้อาหารมีผลต่อการควบคุมโรคโดยมีเป้าหมายต่อไปนี้
1. ให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน
2. ควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงกับปกติ
3. ควบคุมระดับไขมันให้ใกล้เคียงกับปกติ
4. ให้มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม
5. ป้องกันหรือชะลอโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น โรคหัวใจ โรคไต ปลายประสาทเสื่อม และโรคตา ฯลฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น