Translate

วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555




       


        อาหารดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพฉันใด อาหารบำรุงสายตาก็มีความจำเป็นต่อสุขภาพสายตาที่ดีฉันนั้น การมองเห็นเป็นสิ่งที่วิเศษสุดของคนเรา สุขภาพสายตาควรได้รับการดูแลอย่างดี
ด้วยการใช้ดวงตาอย่างทะนุถนอมและรู้จักดูแลบำรุงรักษาสายตาด้วยการเลือกกินอาหารที่มีสารอาหารและวิตามินบำรุงสายตา
        อาหารบำรุงสายตา จะมีวิตามินเอ สารอาหารที่ชื่อว่า ลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) เป็นสารอาหารสำคัญในอาหารบำรุงสายตา วิตามินเอจะได้จากอาหารจำพวก ตับไก่ ตับหมู ไข่แดง ฟักทอง ฯลฯ สำหรับสารอาหารลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน(Zeaxanthin) นั้นเหมาะสำหรับคนที่ห่วงใยสุขภาพสายตาอย่างจริงจังและคนที่ทำงานโดยใช้สายตามากเช่น คนที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆในแต่ละวันหรือต้องทำงานอยู่กลางแจ้งที่มีแสงแดดจ้า คนที่ต้องขับรถกลางคืนบ่อยๆที่มักจะถูกแสงไฟรถที่วิ่งสวนมาสาดเข้าตาบ่อยๆในลักษณะเดียวกับแสงไฟแฟลชจากกล้องถ่ายรูปทำให้สายตาต้องทำงานหนักเมื่อเจอแสงสว่างในลักษณะนี้
       สารอาหารลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin)นั้นจะอยู่ในจุดรับภาพของดวงตาคนเรา สารอาหารทั้งสองตัวนี้จะช่วยกรองแสงหรือป้องกันรังสีที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตา นอกจากนี้ลูทีน(Lutein) และ ซีแซนทีน(Zeaxanthin)ยังช่วยปกป้องไม่ให้เซลล์ของจอประสาทตาถูกทำลาย ดังนั้นการบำรุงรักษาสายตาทำได้โดยรู้จักเลือกกินอาหารที่มีสารลูทีน(Lutein)และซีแซนทีน(Zeaxanthin)อยู่เพื่อประโยชน์ในการบำรุงสายตา
       อาหารที่มีลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน(Zeaxanthin) ที่ช่วยบำรุงสายตาได้แก่อาหารจำพวกพืชผักผลไม้ที่มีสีเขียวเข้มและสีเหลืองเช่น ผักคะน้า ผักปวยเล้ง ผักโขมและข้าวโพด สารอาหารที่จำเป็นในการบำรุงสายตาควบคู่ไปกับลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin)ก็คือวิตามินเอที่ได้จากอาหารจำพวกฟักทอง
แครอท ผักตำลึง ตับหมู มะละกอ มะม่วงสุก
ผักบุ้ง ฯลฯ นอกจากนี้สารอาหารทั้งสองตัวนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต้อกระจก(Cataracts) โรคกระจกตาเสื่อม(AMD) มะเร็งเต้านมและโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย
       การดูแลรักษาสุขภาพดวงตาให้มีสุขภาพดี นอกจากจะรู้จักเลือกกินอาหารบำรุงสายตาที่มีสารลูทีน (Lutein) ซีแซนทีน (Zeaxanthin) และวิตามินเอแล้วยังมีสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพของสายตานั่นคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตาในการทำงานเช่น ใช้แผ่นกรองแสงกับจอคอมพิวเตอร์และปรับลดระดับแสงสว่างจากจอคอมพิวเตอร์ให้พอเหมาะอย่าให้สว่างจ้ามากเกินไป เมื่อทำงานที่ต้องใช้สายตามากๆเป็นเวลานานให้รู้จักหยุดพักสายตาบ้างสัก 3-5 นาทีแล้วค่อยกลับไปทำงานต่อ เมื่อต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานานควรสวมแว่นกันแดดเพื่อลดปริมาณแสงที่จะเข้ามายังตาของเรา
       อาหารบำรุงสายตาช่วยให้ดวงตาได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาและการปรับพฤติกรรมการทำงานที่ต้องใช้สายตามากๆจะเป็นการป้องกันและช่วยถนอมรักษาดวงตา หากทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันก็เหมือนกับการบำรุงรักษาสายตาจากภายใน (กินอาหารบำรุงสายตา) และป้องกันอันตรายรบกวนกับสายตาจากภายนอก (ปรับพฤติกรรมการใช้สายตา) ซึ่งจะมีผลช่วยถนอมและรักษาดวงตาให้อยู่กับเราไปได้อีกนานเท่านาน



     อาหารถนอมสายตา 6 กลุ่ม..









โรคต้อกระจก (เลนส์ตาขุ่นขาว), ต้อหิน (ความดันในลูกตาสูง), จอรับภาพส่วนกลางเสื่อมสภาพ (age-related macular degeneration / AMD) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนที่อายุมากขึ้นสูญเสียการมองเห็น หรือตาบอด 


การศึกษามากกว่า 115 รายงานพบว่า ผักใบเขียว เช่น ปวยเล้ง บรอคโคลี ฯลฯ มีลูทีน (lutein), ซีแซนทีน (zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารสีส้มเหลืองที่ทำหน้าที่กรองรังสี UV ในแสงแดดและแสงสีม่วง-น้ำเงินที่ทำให้เกิดโรคจอตาส่วนกลางเสื่อมสภาพ (AMD)



แนะนำให้กินผักใบเขียวอย่างน้อยวันละ 100 กรัมอย่างน้อยวันเว้นวัน (every other day) ในรูปสลัดหรือผักสุก



การกินพืชผักพร้อมอาหารที่มีไขมันมีส่วนช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร



ไข่แดง (egg yolk) มีลูทีนและซีแซนทีนที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี



แนะนำให้กินไข่(พร้อมไข่แดง) 2 ฟองวันเว้นวัน (ถ้าไม่มีข้อห้าม)



นักบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 กินผลไม้สีน้ำเงิน-ม่วงเข้ม (เบอรี) เช่น บิลเบอรี บลูเบอรี ฯลฯ ซึ่งมีสารแอนโตไซยานินส์ (anthocyanins) เพื่อให้การมองเห็นตอนกลางคืนดีขึ้น



อาหารอื่นๆ ที่มีสารนี้ได้แก่ หอมแดง ส้มสีแดง (blood orange) องุ่นแดง ลูกเกด แอปเปิ้ลแดง ข้าวเหนียวดำ ข้าวแดง มะเขือม่วง ฯลฯ หรือพืชผักที่มีสีน้ำเงิน-ม่วง-ดำ [ food-info ], [ Wikipedia ],[ WHfoods ]



สารกลุ่มนี้ช่วยป้องกัน และช่วยชะลอความเสื่อมจากโรคต้อกระจก และจอตาส่วนกลางเสื่อมสภาพ (AMD)



กลไกที่เป็นไปได้คือ สารกลุ่มนี้ทำให้หลอดเลือดฝอยแข็งแรง นำเลือดและสารอาหารไปเลี้ยงจอตาและเลนส์ตาได้ดีขึ้น



น้ำมันชนิดโอเมกา-3 ในปลาช่วยลดความเสี่ยงต้อกระจกและจอตาส่วนกลางเสื่อมสภาพ นอกจากนั้นยังลดอาการตาแห้ง (ทำให้แสบตา ระคายเคืองตาง่าย) ได้ 68%



แนะนำให้กินปลาทะเลที่ไม่ผ่านการทอด 2-3 ส่วนบริโภคต่อสัปดาห์ (1 serving = เนื้อ 90 กรัม = เนื้อปลากระป๋องขนาดเล็ก 1 กระป๋อง = ครึ่งถ้วยตวงข้าวหม้อหุงข้าวไฟฟ้า)



แนะนำให้กินถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ ฯลฯ และเมล็ดพืช เช่น ทานตะวัน ฯลฯ มีวิตามิน E ซึ่งช่วยป้องกันต้อกระจกและจอตาส่วนกลางเสื่อมสภาพ (AMD) วันละ 1 ฝ่ามือ (ไม่รวมนิ้วมือ)



ผลไม้สดมีวิตามิน C และสารพฤกษเคมี (สารคุณค่าพืชผัก) ที่ช่วยลดเสี่ยงโรคต้อกระจก ต้อหิน จอภาพส่วนกลางเสื่อม (AMD)



แนะนำให้ทำน้ำผลไม้ปั่นไม่กรองกากดื่มตอนเช้า สายๆ จนถึงบ่ายให้กินผักหลายๆ สี เช่น พริกแดง ฯลฯ จะกินสดหรือปรุงด้วยความร้อนช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ไมโครเวฟ ฯลฯ ก็ใช้ได้ 




ศาสตราจารย์นายแพทย์เอียน เกรียร์ซัน หัวหน้าแผนกจักษุวิทยา มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล อังกฤษ แนะนำให้กินอาหารบำรุง และถนอมสายตา 6 กลุ่มได้แก่
...
(1). ผักใบเขียว (leafy greens)
...
(2). ไข่ (eggs)
...
(3). เบอรีสีเข้มๆ (dark berries)
...
...
(4). ปลาทะเล
...
(5). ถั่วเปลือกแข็ง (nuts / นัท) และเมล็ดพืช (seeds)
...
(6). ผลไม้และผักสดๆ (fresh fruits & vegetables)


 ... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ นะคะ^^

ที่มา >                                                 
  • http://www.student.chula.ac.th/~53373133/eyesfood.htm




  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง สงวนลิขสิทธิ์. <ยินดีให้นำไปเผยแพร่โดยอ้างอิงที่มาได้. ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า >  > 5 เมษายน 2552.



  • ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลนี้ไปใช้.






วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

"สลัดผัก" เพื่อหุ่นสวย

"สลัดผัก" เพื่อหุ่นสวย


สลัดผัก


เหมาะกับช่วงหน้าร้อนอาจเป็นเมนูที่น่าเบื่อสำหรับบางคน แต่ก็ไร้ไขมันส่วนเกินนะ กินคู่กับผลไม้และนมสักหน่อยก็ช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉงได้ การกินผักสดตั้งแต่หัววันเป็นเรื่องดีมาก เพราะเป็นการเปิดทางให้ระบบย่อยอาหารนั้นโล่งสะดวก พร้อมรับอาหารในตลอดทั้งวันที่เหลือ


การกินสลัดที่ดีเพื่อการลดน้ำหนัก มีเคล็ดลับอยู่ 6 ประการค่ะ

 1. เลือกน้ำสลัดที่เป็นน้ำมัน

           การเลือกทานสลัดกับน้ำสลัดที่เป็นน้ำมัน อย่างน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันคาโนล่า จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากสารอาหารที่กินเข้าไปอย่างเต็มที่ เพราะวิตามิน A D E และ K นั้นเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน 
           นั่นหมายความว่า หากคุณไม่บริโภคอะไรที่เป็นไขมันเข้าไปบ้าง ร่างกายก็จะไม่สามารถดึงเอาวิตามินเหล่านี้ไปใช้ได้เลย แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องผลข้างเคียงของน้ำสลัดแบบน้ำมันพวกนี้นะคะ เพราะน้ำมันเหล่านี้ให้ไขมันดีกับร่างกาย ส่วนใครที่คิดว่ารสชาติมันจืดชืดเกินไปก็สามารถเหยาะน้ำส้มสายชูลงไปนิด ๆ เพื่อเสริมรสชาติได้เช่นกัน

 2. ผสมผักใบเขียวหลากชนิด

           ผักหลัก ๆ ในจานสลัดก็คงเป็นจำพวกผักใบเขียว ไม่ว่าจะเป็น กรีนโอ๊ค คอส ผักกาดแก้ว ผักกาดหอม ฯลฯ ซึ่งทุก ๆ ชนิดต่างมีรสชาติและรสสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งให้คุณค่าทางอาหารในสัดส่วนที่แตกต่างกันด้วย แต่ทั้งหมดก็ล้วนดีต่อสุขภาพทั้งนั้น 
           เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุเหล่านี้อย่างครบถ้วน ให้ผสมผักใบเขียวหลาย ๆ ชนิดลงในเมนูสลัดของคุณ หรือจะแบ่งรับประทานผักใบเขียวหลาย ๆ ชนิดภายในวันเดียวกันก็ได้ จะทำให้ได้วิตามินแร่ธาตุที่ครบถ้วนหลากหลาย นอกจากนี้ ถ้าได้เติมผักสมุนไพรอย่างใบสะระแหน่ หรือพาสลีย์ลงไป นอกจากจะให้สารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังช่วยเสริมกลิ่นให้เมนูสลัดคุณน่ากินขึ้นด้วย

 3. เติมชีสลงไปบ้าง

           หลาย ๆ คนเลี่ยงที่จะโรยชีสลงไปบนสลัดของตัวเอง แต่ขอบอกว่าไม่เป็นไรหรอกนะหากคุณเลือกใช้ชีสแบบไขมันต่ำ เมื่อวางใจในปริมาณไขมันได้แล้ว คราวนี้คุณก็จะได้รับนานาประโยชน์จากชีส ไม่ว่าจะเป็นมีน้ำหนักที่สมดุลดี กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน และหิวช้าลง เพราะแคลเซียมที่มีอยู่มากมายในชีส จะช่วยให้ไขมันสะสมถูกดึงออกมาใช้งาน ได้ฟังอย่างนี้แล้ว ถ้าจะโรยพาร์เมซานชีสลงไปสักนิด ขูดมอสซาเรลล่าชีสนุ่ม ๆ มัน ๆ ลงไปอีกหน่อย ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป

 4. เพิ่มโปรตีนลงไปด้วย

           ในจานสลัดของคุณไม่ควรมีแต่ผัก แม้ผักจะให้พลังงานต่ำ ทำให้คุณดึงเอาไขมันสะสมมาใช้ได้ แต่ก็ทำให้คุณหิวเร็วจนต้องหาอะไรมาใส่ปากเพิ่มอยู่ดี หรือไม่ก็ทำให้รู้สึกโหยจนอ่อนล้า เพราะฉะนั้น เติมโปรตีนลงไปในจานสลัดของคุณบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่อบ ปลาแซลมอนย่าง ถั่วแระญี่ปุ่น เต้าหู้ ถั่วต่าง ๆ หรือว่าเมล็ดธัญพืช ก็ไม่ได้ทำให้จำนวนแคลลอรี่เพิ่มขึ้นมากมายนัก ตราบเท่าที่คุณยังควบคุมปริมาณให้พอเหมาะ โดยเป็นเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย ๆ หรือว่าถั่วต่าง ๆ คราวละไม่เกิน 1/4 ถ้วย

 5. รับประทานผัก ผลไม้ หลาย ๆ ชนิดร่วมกัน

           นอกจากจะมีผักใบเขียวที่น่าจะกินทีละหลายชนิดร่วมกันแล้ว ผักและผลไม้ต่าง ๆ ก็น่าจะกินร่วมกันให้ได้ด้วย มีผลการวิจัยพบว่า สารอาหารและแร่ธาตุบางอย่างในผักผลไม้ จะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อได้พบกับสารอาหารหรือแร่ธาตุที่ได้จากผักผลไม้ชนิดอื่น ๆ 
           เพราะฉะนั้นลองหยิบเอาผักผลไม้หลาย ๆ ชนิดมาผสมกันในจานสลัดของคุณเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น แครอท แตงกวา พริกหยวกหลากสี บร็อคโคลี่ สตรอเบอร์รี่ แอปเปิ้ล ฯลฯ นอกจากได้ประโยชน์หลากหลายแล้ว รสชาติและเนื้อสัมผัสยามเคี้ยวอยู่ในปากก็สนุกขึ้นด้วยค่ะ

 6. งดโรยหน้าด้วยขนมปังกรอบ

           เนื้อกรุบ ๆ ของขนมปังกรอบหั่นเต๋า หรือที่เรียกว่า ครูตอง (croutons) คงถูกลิ้นใครหลาย ๆ คน แต่รู้ไหมว่า ขนมปังขัดขาวที่นำมาทำเป็นครูตองนี้ เพิ่มระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คุณได้ดีนักเชียว ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักเอาเสียเลย หากคุณต้องการความกรุบกรอบในจานสลัด ลองเพิ่มด้วยการใส่ถั่วและธัญพืชต่าง ๆ ลงไปแทนดีกว่าค่ะ
           การกินสลัดเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ผักทั้งหลายล้วนมีไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่าย วิตามินและแร่ธาตุยังช่วยเสริมการทำงานของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และถ้ายิ่งเป็นการกินสลัดเพื่อควบคุมน้ำหนัก คุณอาจมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงเพิ่มเติมเล็กน้อย เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายได้อย่างที่หวัง ใครที่กำลังกินสลัดเพื่อควบคุมน้ำหนักอยู่ ลองทำตามคำแนะนำที่เราเอามาฝากกันดูนะคะ 

ขอบคุณข้อมูล และรูปภาพดีๆ จาก: thaihealthonline.com, และ health.kapook.com

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์ของทับทิม

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของทับทิม



       เมื่อกล่าวถึง "ทับทิม" อาจดูเป็นผลไม้หายาก ราคาแพง แต่เมื่อพูดถึงประโยชน์ของทับทิมและสรรพคุณของทับทิมก็นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากเลยทีเดียวค่ะ คนจีนส่วนใหญ่เชื่อว่าทับทิมนั้นเป็นพรรณไม้มงคลและเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญงอกงามและอุดมสมบูรณ์ ใบและกิ่งของทับทิมจะช่วยขจัดและขับไล่ภูติผีปีศาจได้ ยังมีความเชื่อในพิธีแต่งงานอีกว่าหากนำทับทิมเป็นของขวัญแต่คู่บ่าวสาวก็จะทำให้มีลูกหลายมากมาย ฟังจากที่เล่ามาแล้วก็ดู ประโยชน์ของทับทิม จะมีมากทีเดียวค่ะ แต่เราจะไม่ได้พูดถึงแค่ ประโยชน์ของทับทิม เท่านั้นนะค่ะ วันนี้เราจะนำความรู้เรื่อง ประโยชน์ของทับทิม และ สรรพคุณของทับทิม ที่เราได้รวบรวมมาเพื่อสุขภาพมาบอกต่างหากค่ะ

      แต่จริง ๆ แล้วทับทิมไม่ได้เกิดในเมืองจีนค่ะ สันนิษฐานกันว่าต้นกำเนิดของทับทิมนั้นอยู่ในแถบเอเชียตะวันตกหรือดินแดนที่เรียกกันว่าเปอร์เซีย (ปัจจุบันก็คืออิหร่าน) มีมานานหลายพันปีแล้วเพราะปรากฏในบันทึกมากมายในสมัยนั้น เช่น เทวตำหนักกรีก การแพทย์แผนโบราณของอียิปต์ คัมภีร์ไบเบิล เป็นต้น โดยได้มีการนำทับทิมมาทำเป็นยารักษาโรค ในตำรับการแพทย์โบราณของเปอร์เซียระบุว่า ทับทิมมีประโยชน์มากมาย เช่น ช่วยฟอกไตและท่อปัสสาวะ ช่วยการทำงานของหัวใจและตับ เป็นยาบำรุงกำลัง ฟอกโลหิต ช่วยในการย่อยอาหารขจัดไขมันส่วนเกิน ปรับฮอร์โมนในสตรีวัยทอง ต่อต้านการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันโรคขี้หลงขึ้ลืมและช่วยให้ผิวพรรณดี


สรรพคุณ และ ประโยชน์ของทับทิม


สรรพคุณ / ประโยชน์ของทับทิม


- ทั้งนี้ได้มีการศึกษาวิจัยในระยะหลังช่วยยืนยันถึงสรรพคุณทางยาและประโยชน์ของทับทิมไว้มากมาย ได้แก่


       ในเปลือกทับทิมมีสารในกลุ่มแทนนินสูงมีสรรพคุณใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน โรคบิด ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายสิบชนิด ลดอาการอักเสบ ทั้งยังมีฤทธิ์ต่อต้าน และยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อลูกหมาก เป็นต้น

        การวิจัยทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาพบว่า ในน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและมีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถลดภาวะการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดตามมา รวมทั้งทำให้เส้นเลือดที่หนาตัวและมีไขมันสะสมซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ไม่ดีมีความหนาตัวลดลงและลดไขมันที่สะสมลงอีกด้วย ช่วยบำรุงหัวใจในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดโดยเพิ่มการไหลเวียนที่ดีขึ้นและลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกจากนี้สารจากทับทิมยังช่วยบำรุงตับมีฤทธิ์ป้องกันการเป็นพิษต่อตับและยับยั้งเซลล์มะเร็งอีกด้วย

       รวมถึงมีการทดลองทางเภสัชวิทยาพบว่า เปลือกหุ้มรากทับทิมมีฤทธิ์ในการขับพยาธิตัวตืด นอกจากนี้เปลือกหุ้มรากยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อได้หลายชนิด เช่น เชื้อไทฟอยด์ เชื้อวัณโรค เป็นต้น และยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ผิวหนังด้วย


- ตำรับการแพทย์แผนไทยได้บอกถึงสรรพคุณและประโยชน์ของทับทิมว่า


       ใบ มีรสฝาด แก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด สมานแผล ดอก มีรสฝาดหวาน ต้มดื่มแก้หูชั้นในอักเสบ บดโรยแผลที่มีเลือดออก เนื้อมีรสหวานอมเปรี้ยวเป็นยาระบายอ่อน ๆ บำรุงหัวใจ เปลือกมีรสฝาด ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด ถ่ายพยาธิ แก้ตกขาว สมานแผล ฆ่าเชื้อโรค เปลือกราก ต้มดื่มแก้ระดูขาว แก้ตกเลือด ถ่ายพยาธิ

นอกจากนี้ทางสมุนไพรของจีนถือว่าทับทิมมีฤทธิ์เย็น รสหวานอมเปรี้ยวจึงช่วยแก้กระหาย ป้องกันโลหิตจางระงับกลิ่นปาก ลดไข้ แก้ตาอักเสบ หลอดลมอักเสบ และบำรุงตา

        ถึงแม้จะรู้จักกันมาหลายพันปีแล้วว่า ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้หลายชนิด แต่ก็ไม่ค่อยมีใครชอบกินทับทิม เหมือนผลไม้อื่น ๆ แค่นำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้นอาจเป็นเพราะว่าทับทิมมีเนื้อน้อยก็เป็นได้ บ้านเราจึงไม่ค่อยมีใครปลูกขายมีแต่ปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้าน ทับทิมก็เลยกลายเป็นผลไม้หายากค่อนข้างมีราคาแพง แต่ปัจจุบันมีทับทิมจากประเทศจีนส่งเข้ามามากและมีราคาถูกจึงถือเป็นโอกาสดีของผู้บริโภค แต่ถ้ายังหาซื้อรับประทานลำบากก็น่าจะหาต้นมาปลูกเลยก็ได้ค่ะ เพราะประโยชน์คุ้มทั้งต้นใบดอกราก อ้อ...ถ้ารับประทานทีละเม็ดลำบากก็นำมาคั้นเป็นน้ำดื่มชื่นอกชื่นในและได้ประโยชน์เช่นเดียวกันค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ธรรมลีลา ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

โยเกิร์ต

โยเกิร์ต


     โยเกิร์ต นมเปรี้ยวที่คนไทยรู้จักในรูปแบบต่างๆ อาจจะไม่ใช่นมเปรี้ยวที่เรากำลังจะกล่าวถึงเพราะ โยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวที่ดีจะต้องมีแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตอยู่ จุดประสงค์ของการรับประทานนมเปรี้ยวที่ถูกต้องคือ การรับประทานแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตจำนวนมาก(ประมาณ หมื่นล้านต้วต่อกรัม)เพื่อหวังผลต่อสุขภาพ

      ส่วนนมเปรี้ยวที่เราหาซื้อกันในท้องตลาดทำขึ้นโดยมีการปรุงแต่งรสชาติให้อร่อย บางชนิดไม่สมควรเรียกว่าโยเกิร์ตเสียด้วยซ้ำเพราะนำไปพาสเจอร์ไรซ์(ฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิสูง)และนำมาบรรจุกล่อง ที่จริงน่าจะเรียกว่าซากโยเกิร์ต บางชนิดก็มีการใส่น้ำตาลมากจนน่าสงสัยว่าท่านจะได้ประโยชน์ได้เต็มที่หรือไม่ บางชนิดก็มีการเจือจางจนปริมาณแบคทีเรียเหลืออยู่น้อยมาก

     แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ต ได้แก่ แลคโตบาซิลัส เอซิโดฟิลลัส( Lactobacillus acidophillus) แลคโตบาซิลัส บัลการิคัส ( Lactobacillus bulgaricus) และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส ( Streptococcus thermophillus)

     โยเกิร์ตสามารถ ทำได้จากนมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นมสด นมพร่องมันเนย หรือ นมถั่วเหลือง โดยการใช้แบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส เอซิโดซิส และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส เป็นหลักใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่างๆ แบคทีเรียเหล่านี้ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติคทำให้มีภาวะกรดและมีรสเปรี้ยว

       ดังนั้นโยเกิร์ตที่ดีควรทำจากนมชนิดต่างๆและแบคทีเรียที่ดีเท่านั้น ไม่ควรมีส่วนผสมอย่างอื่นเข้าไปเจือปน ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล สี สารเจลาติน รสสังเคราะห์ ส่วนผสมเหล่านี้ล้วนทำให้คุณค่าของโยเกิร์ตด้อยลง แม้ว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคยต่อรสโยเกิร์ตธรรมชาติ แต่ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ท่านก็จะสามารถรับประทานโยเกิร์ตธรรมชาติด้วยความสบายใจและอร่อย

คุณประโยชน์จากโยเกิร์ต

     โยเกิร์ตย่อยง่าย เพราะน้ำตาลแลคโตสเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการแพ้นมหรือท้องเสียถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย นอกจากนนี้แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนนม เคซีน ซี่งเป็นโปรตีนย่อยยาก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น ลดปัญหาภูมิแพ้ต่อน้ำตาลแลคโตสและ โปรตีนเคซีน

      เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยยับยั้งจุลชีพที่ไม่เป็นมิตรในลำไส้ กรดแลคติคจะช่วยต่อต้านจุลชีพที่อาจให้โทษต่อร่างกายเช่น เชื้อซัลโมเนลา (Salmonella typhidie) อี โคไล ( E. Coli) โคลินแบคทีเรีย( Corynebacteria diphtheriae) ทำให้เชื้อเหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ เราควรจะรับประทานโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีกลุ่มแบคทีเรียที่ดีอาศัยอยู่ภายในลำไส้
      เป็นแหล่งวิตามิน บี โดยเฉพาะวิตามิน บี1(ไรโบฟลาวิน) แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังช่วยสังเคราะห์วิตามิน บีและวิตามิน เค ในลำไส้

      ช่วยรักษาโรค ท้องเสีย ท้องเดิน และแผลในกระเพาะ จากการวิจัยพบว่าผู้ป่วยเด็กหายจากอาการท้องเสียเร็วขึ้น หลังจากได้รับประทานโยเกิร์ต

      ช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น กรดแลคติคในโยเกิร์ตช่วยทำให้การย่อยแคลเซียมในนมดีขึ้นและทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมง่ายขึ้น

      เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ในโยเกิร์ตจะมีโปรตีนมากกว่าในนม 20% และยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใด้ด

      ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แลคโตบาซิลัสช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้

      ช่วยป้องกันมะเร็ง แลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง สามารถจับกับโลหะหนัก และกรดน้ำดีซึ่งมีพิษ แลคโตบาซิลัสช่วยยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรทได้ (สารในเตรทเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง) และแลคโตบาซิลัสยังช่วยเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชให้เป็นสารต้านมะเร็งได้
การใช้นมเปรี้ยวรักษาโรคท้องร่วง

     ในต่างประเทศมีการใช้นมเปรี้ยว (โยเกิร์ต) รักษาโรคท้องร่วงบ้างแล้ว เช่น การใช้รักษาโรคท้องร่วงในเด็กแต่ลักษณะการใช้เป็นการช่วยเสริมในการรักษา และใช้เฉพาะในกรณีที่มีสาเหตุจากเชื้อโรคธรรมดา ไม่ใช่โรคที่มีการระบาดอย่างรุนแรง ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ยารักษาโดยเฉพาะ สำหรับในลูกสุกรนั้น พบว่าประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของโรคท้องเสีย มีสาเหตุมาจากเชื้อโรคที่มีอยู่แล้วในฟาร์ม คือ เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ ที่มีอยู่ในทางเดินอาหารของร่างกาย เมื่อเชื้อเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเชื้อโรคอื่น ๆ จะทำให้เกิดการเสียสมดุล จึงทำให้เกิดอาการท้องเสียเกิดขึ้น ซึ่งหลักการในการรักษาคือ การเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เพิ่มเข้าไปปรับให้เกิดความสมดุล จึงทำให้โอกาสเกิดท้องร่วงลดลงได้

     สำหรับในนมเปรี้ยว (โยเกิร์ต) มีเชื้อจุลินทรีย์ที่ทราบกันดีคือ เชื้อ Lactobacillus หรือ อาจมีเชื้อชนิดอื่น ๆ ที่บริษัทนั้น ๆ ได้ผลิตขึ้นมา แต่เชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ผลิตนมเปรี้ยวในครั้งนี้ คือ Lactobacillus bulgaricus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในระบบทางเดินอาหาร มีลักษณะคล้ายกับนมเปรี้ยวที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป ต่างกันที่เป็นชนิดรสธรรมชาติ ไม่ต้องผสมผลไม้ หรือธัญพืชอื่น ๆ และไม่พร่องมันเนย รวมทั้งแต่ต้องเป็นนมเปรี้ยวที่ยังมีอายุการใช้งานได้อยู่ ยังไม่หมดอายุ หากมีจำนวนสุกรไม่มากก็สามารถนำไปใช้ได้ทันที(โปรดติดตามตอนต่อไป)

จุลินทรีย์ในโยเกิร์ต (Microbiology of natural yogurt)

      หัวเชื้อเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิตโยเกริ์ต ลักษณะที่ต้องการของหัวเชื้อโยเกิร์ตคือ ปลอดจากการปนเปื้อน เจริญได้ดีในส่วนผสมของนมที่ใช้เตรียมโยเกิร์ต ให้กลิ่นรสที่ต้องการ โครงสร้างลักษณะเนื้อดี และต้านทานต่อการเกิด phages และสารปฏิชีวนะ ในการสร้างกลิ่นรส (Flavor) และลักษณะของเนื้อสัมผัส (texure) ต้องใช้หัวเชื้อผสมของ Lactobacillus bulgaricus และเชื้อ Streptococcus thermophilus โดยทั่วไปจะใช้หัวเชื้อทั้งสองชนิดในอัตราส่วนที่เท่ากัน

 เชื้อ Streptococcus เป็นจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิด diacetyl และสารประกอบที่คล้ายกันซึ่งมีผลต่อกลิ่นรสของครีมเนย (creamy/buttery) ในผลิตภัณฑ์สุดท้าย
 เชื้อ Streptococci นี้จะช่วยกำจัดออกซิเจนออกจากนมซึ่งถ้าหากเหลืออยู่อาจก่อให้เกิดไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ การเจริญจะดำเนินต่อไปจนกระทั่งความเป็นกรดถึง pH 5.5 จะมีสารอาหารที่เหมาะสม สำหรับการเจริญของเชื้อ Lactobacilli ต่อไป

เชื้อ Lactobacillus bulgaricus มีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญที่ 45 องศาเซลเซียส และยังให้ปริมาณกรดแลคติคที่มากพอที่จะสร้าง acetaldehyde ซึ่งให้กลิ่นรสเฉพาะของโยเกิร์ตได้ ในกรณีของโยเกิร์ตที่มีกลิ่นรสดีมากจะมีปริมาณ acetaldehyde อยู่ 23-41 ppm คิดเป็นสัดส่วนของสารประกอบที่ให้กลิ่น (volatile flavour compound) ถึง 90 % นอกจากนี้แล้วเชื้อ Lactobacilli จะปล่อยกรดอมิโนบางตัวที่มีผลต่อการเจริญของเชื้อ Streptococci อีกด้วย
หลังการหมักเสร็จสิ้นแล้ว โยเกิร์ตที่ได้จะมีลักษณะเนื้อที่แน่นขึ้นที่เรียกว่า thickened yoghurt ซึ่งจะถูกทำให้เย็นลงเป็น 4.5 องศาเซลเซียส และคงไว้ที่อุณหภูมินี้ตลอดระยะเวลาการจำหน่าย ณ อุณหภูมินี้แบคทีเรียยังคงมีชีวิตอยู่ แต่กิจกรรมค่อนข้างจำกัด ทำให้การแบ่งตัวและการสร้างกรดจะช้าลงมาก

ในการสร้างสารให้กลิ่นรสของโยเกิร์ตโดยหัวเชื้อสายพันธุ์ผสม พบว่าเชื้อ Streptococcus thermophilus จะสร้างกรดฟอร์มิคออกมา ซึ่งเชื้อ Lactobacillus bulgaricus จะนำกรดฟอร์มิคนี้ไปใช้ในการสร้างสารที่ให้กลิ่นรสรวมทั้ง actaldehyde ออกมาด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเชื้อ Lactobacillus bulgaricus นี้เป็นตัวการสำคัญในการสร้างสารที่ให้กลิ่นรสในโยเกิร์ต แต่อย่างไรก็ตามเชื้อ Streptococcus thermophilus ก็สามารถสร้างสารให้กลิ่นรสพวก acetaldehyde ได้ด้วย แต่ปริมาณของ acetaldehyde ที่ได้จากเชื้อ Streptococcus thermophilus จะน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณของสารดังกล่าวที่ได้จากเชื้อ Lactobacillus bulgaricus เมื่อการเปลี่ยนแปลงของสารเกิดขึ้นที่อุณหภูมิการหมักปกติประมาณ 40 องศาเซลเซียส

ที่มา http://www.baanjomyut.com
อาหารเช้าสำคัญอย่างไร
    วิธีดูแลสุขภาพแบบง่ายๆและคุณสามารถทำได้ทุกวัน นั่นคือการทานอาหารเช้า หลายคนอาจจะไม่ทานอาหารเช้าเพราะ ไม่มีเวลา กลัวอ้วน รีบไปเรียน และมักจะบอกว่า ไม่มีเวลาเตรียมอาหารเช้า เราจะพาท่านไปรู้จักกับบคุณประโยชน์ของอาหารเช้าว่ามีมากขนาดไหน, การเตรียมอาหารเช้าแบบง่ายๆแต่ได้ประโยชน์ และการดำเนินชีวิตถูกต้องตามหลักนาฬิกาชีวิิต โดยการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับธรรมชาติค่ะ












ที่มา http://www.youtube.com

อาหารต้านมะเร็งเพื่อสุขภาพ



ที่มา http://www.youtube.com

ผลไม้ล้างพิษ






ผลไม้ล้างพิษ


        แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอปเปิ้ลยังมีเส้นใยมาก ซึ่งมันจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่

  องุ่น เป็น สารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้ และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆ ในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย
       สับปะรด มี เอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ที่สึกหรอ ช่วยการทำงานของต่อมไร้ท่อ และช่วยกำจัดน้ำมูก

       มะละกอและมะม่วง มะละกอ และมะม่วงมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ดังนั้นมันจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับ โปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกันว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย

       แตงโม แตงโมมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่งชั่วโมงจะทำให้คุณได้ประโยชน์ สูงสุด เนื่องจากเปลือกของมันอุดมด้วยคลอโรฟิลล์ และเมล็ดอุดมด้วยวิตามิน

ที่มาบทความ : fwd mail